ระบบ RFID ติดตามสายการผลิต ติดตั้ง HF Reader กว่า 1,000 ชุดที่โต๊ะฝ่ายผลิต

โรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออก ที่ต้องการรู้ว่างานเดินไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ใครทำไปเท่าไร และติดอยู่ตรงไหน โดยไม่ต้องรอใบงานกลับมาที่ออฟฟิศตอนสิ้นวัน

ผังการติดตั้งฮาร์ดแวร์ RFID Server เชื่อมผ่าน RS232 เข้า Controller แล้วกระจายผ่าน RS485 ไปยัง Reader หลายตัวต่อหนึ่งสายการผลิต ผังการเชื่อมต่อของระบบที่ติดตั้งจริง

หนึ่งสายการผลิตมี Reader หลายตัว หนึ่งตัวต่อหนึ่งโต๊ะ ทุกตัวต่อพ่วงกันบนสาย RS485 เข้า Controller แล้วส่งต่อเข้าเซิร์ฟเวอร์ โครงสร้างนี้คือเหตุผลที่ระบบขยายจากไม่กี่สิบจุดไปถึงหลักพันจุดได้โดยไม่ต้องรื้อของเดิม

โจทย์ที่ทำให้ต้องมีระบบนี้

ข้อมูลการผลิตมีอยู่แล้ว แต่มาถึงช้าเกินกว่าจะแก้อะไรทัน

  • งานเดินเป็นมัดผ่านโต๊ะหลายร้อยโต๊ะ กว่าจะรู้ว่าล็อตไหนช้าก็ต่อเมื่อใบงานกระดาษถูกรวบรวมกลับมาที่ออฟฟิศตอนสิ้นวันหรือสิ้นกะ ซึ่งสายเกินกว่าจะสลับลำดับงานได้ทัน
  • การคิดค่าแรงและการวัดผลรายคนต้องอาศัยการจดมือ ทั้งช้าและเถียงกันได้ง่ายเมื่อตัวเลขไม่ตรง
  • เมื่อของส่งออกไม่ทันกำหนด ไม่มีข้อมูลย้อนหลังที่ละเอียดพอจะบอกได้ว่าคอขวดอยู่ที่ขั้นตอนไหนจริงๆ เหลือแค่การเดา

สิ่งที่ระบบต้องทำให้ได้

สามข้อนี้คือขอบเขตงานที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น

1. บันทึกทุกครั้งที่ผลิต ไม่ใช่ทุกสิ้นวัน

ทุกครั้งที่ชิ้นงานผ่านโต๊ะหนึ่ง ข้อมูลต้องเข้าระบบกลางทันที ไม่ผ่านกระดาษ ไม่รอรวบรวม

2. ไม่เพิ่มขั้นตอนให้พนักงาน

คนที่โต๊ะต้องทำงานเดิม ไม่ต้องกรอกอะไรเพิ่ม การบันทึกต้องเกิดจากการวางมัดงานลงบนโต๊ะเท่านั้น

3. ขยายได้ถึงระดับพันจุด

โรงงานมีโต๊ะหลายร้อยโต๊ะต่อหนึ่งอาคาร ระบบต้องรองรับการเพิ่มจุดอ่านโดยไม่ทำให้ต้นทุนต่อจุดพุ่ง

ทำไมงานนี้ลูกค้าเลือก HF ไม่ใช่ UHF

ถ้าดูเผินๆ UHF ดูเหนือกว่าเพราะอ่านได้ไกลกว่า แต่พอลงไปที่หน้างานจริง ระยะอ่านไกลกลายเป็นปัญหา ไม่ใช่ข้อดี โต๊ะเย็บวางชิดกันเป็นแถว ถ้าเครื่องอ่านที่โต๊ะหนึ่งอ่านติดมัดงานของโต๊ะข้างๆ ไปด้วย ข้อมูลที่ได้จะผิดทันทีและไล่หาต้นเหตุยากมาก

HF ที่ความถี่ 13.56 MHz มีระยะอ่านสั้นในระดับไม่กี่เซนติเมตร ซึ่งแปลว่าอ่านได้เฉพาะมัดงานที่วางบนโต๊ะตัวนั้นจริงๆ ความสั้นของระยะอ่านจึงเป็นคุณสมบัติที่เราต้องการ ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ต้องทน

อีกเหตุผลคือราคาต่อจุด เมื่อต้องติดตั้งเกินหนึ่งพันชุด ส่วนต่างของราคาต่อชุดจะถูกคูณด้วยพัน การเลือกอุปกรณ์ที่พอดีกับงานจึงมีผลกับงบประมาณมากกว่าการเลือกอุปกรณ์ที่สเปกสูงที่สุด

เครื่องอ่าน HF RFID ประจำโต๊ะ ตัวเครื่องสีดำพร้อมจอตัวเลขแสดงผลบนฝาเครื่อง อุปกรณ์จริงที่ติดตั้ง
กล่อง Controller ที่รวมสัญญาณจากเครื่องอ่านหลายตัวก่อนส่งเข้าเซิร์ฟเวอร์ พร้อมสายเชื่อมต่อ อุปกรณ์จริงที่ติดตั้ง

ซ้ายคือเครื่องอ่านประจำโต๊ะ มีจอตัวเลขบนฝาเครื่องให้พนักงานเห็นทันทีว่าระบบรับงานแล้ว ขวาคือ Controller ที่รวมสัญญาณจากเครื่องอ่านหลายตัวก่อนส่งเข้าเซิร์ฟเวอร์ ทั้งสองตัวเป็นอุปกรณ์ที่เราออกแบบและผลิตเอง

RFID Tag แบบพวงกุญแจหลายสี ติดป้ายหมายเลขกำกับ ใช้ผูกไปกับมัดงานในสายการผลิต Tag ชุดที่ใช้จริงในงานนี้

ข้อมูลอยู่ที่ตัวชิ้นงาน ไม่ได้อยู่ที่กระดาษ

Tag ถูกเขียนข้อมูลของงานล็อตนั้นไว้ก่อนปล่อยเข้าไลน์ แล้วผูกติดไปกับมัดงาน ทุกครั้งที่มัดงานถูกวางลงบนโต๊ะ เครื่องอ่านจะรู้ทันทีว่างานชิ้นไหน ขั้นตอนไหน อยู่ที่โต๊ะไหน และเวลาเท่าไร โดยพนักงานไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

Tag แบบนี้เขียนทับได้ พอจบล็อตก็ล้างข้อมูลแล้วเอากลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใบงานกระดาษทำไม่ได้ และเป็นจุดที่ทำให้ขั้นตอนการทำงานกลายเป็นระบบไร้เอกสารได้จริง

ข้อมูลไปจบที่ไหน

ตัวระบบไม่ได้อยู่ลอยๆ แต่ถูกวางให้ต่อกับของที่โรงงานใช้อยู่แล้ว

ผังระบบซอฟต์แวร์ ระบบติดตามสายการผลิตอยู่ตรงกลาง เชื่อมขึ้นกับ ERP ลงกับฐานข้อมูลและ RFID Polling System ด้านหนึ่งเป็นแผนกที่เรียกใช้ข้อมูล อีกด้านเป็นงานที่ทำได้ เช่น วิเคราะห์ สต๊อก ค้นหา เฝ้าดู และรายงานผ่านเว็บ ผังระบบซอฟต์แวร์ของงานนี้
  • ตัวที่คุยกับฮาร์ดแวร์คือ RFID Polling System แยกออกมาเป็นคนละส่วนกับตัวระบบหลัก เพื่อให้เปลี่ยนรุ่นเครื่องอ่านในอนาคตได้โดยไม่ต้องแก้ตรรกะการผลิต
  • เก็บลงฐานข้อมูลมาตรฐาน รองรับได้ทั้ง MySQL, Microsoft SQL, Oracle และ DB2 ตามที่ฝ่าย IT ของโรงงานใช้อยู่
  • ต่อขึ้นไปหา ERP เพื่อให้ข้อมูลการผลิตกับข้อมูลคำสั่งซื้อเป็นชุดเดียวกัน ไม่ใช่สองระบบที่ต้องมานั่งกระทบยอดกันทีหลัง
  • ฝั่งคนใช้งานเปิดผ่าน Web Report ได้จากเครื่องในเครือข่าย ทั้งฝ่ายขาย คลัง บุคคล จัดส่ง และจัดซื้อ เห็นข้อมูลชุดเดียวกันในมุมของตัวเอง

สิ่งที่โรงงานได้จากข้อมูลชุดนี้

เมื่อทุกการผลิตถูกบันทึกทันที ข้อมูลเดิมที่เคยได้ตอนสิ้นวันก็เปลี่ยนรูปไป

  • เห็นสถานะการผลิตแบบทันเวลา รู้ว่างานไหนอยู่ขั้นตอนไหน ค้างอยู่ตรงไหน ทำให้ตัดสินใจสลับลำดับงานหรือเติมคนได้ก่อนที่ของจะส่งไม่ทัน
  • วัดผลงานรายคนได้จากข้อมูลจริง ทั้งปริมาณงานและเวลาที่ใช้ต่อชิ้น ตั้งเป้าหมายได้ และตั้งเงื่อนไขให้ระบบแจ้งเตือนเมื่อผลงานต่ำกว่าเป้าได้
  • ติดตามวัตถุดิบที่ถูกใช้ไปแบบเรียลไทม์ และเชื่อมกลับไปที่คลังวัตถุดิบ ทำให้รู้ปริมาณคงเหลือโดยไม่ต้องรอรอบนับ
  • ลดเอกสารในสายการผลิต เพราะข้อมูลที่เคยอยู่บนใบงานย้ายไปอยู่บน Tag ที่เขียนซ้ำได้ ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทุกล็อต
  • มีข้อมูลย้อนหลังไว้หาคอขวดจริง เมื่อเกิดปัญหาส่งของไม่ทัน สามารถย้อนดูได้ว่าเวลาหายไปที่ขั้นตอนไหน แทนที่จะเถียงกันด้วยความรู้สึก

งานแบบไหนที่ใช้ระบบนี้ได้อีก

รูปแบบของงานนี้คือของเดินผ่านจุดทำงานหลายจุด และต้องรู้ว่าตอนนี้อยู่จุดไหน อุตสาหกรรมไหนมีลักษณะนี้ก็ใช้โครงสร้างเดียวกันได้ เปลี่ยนแค่นิยามของขั้นตอนการผลิต

  • งานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องบันทึกว่าบอร์ดแต่ละแผ่นผ่านสถานีไหนมาแล้วบ้าง
  • งานซ่อมหรืองานบริการที่มีหลายขั้นตอน และต้องตอบลูกค้าได้ว่าตอนนี้งานอยู่ขั้นไหน
  • งานผลิตอาหารหรือยาที่ต้องเก็บหลักฐานย้อนกลับได้ว่าล็อตนี้ผ่านมือใครและผ่านเมื่อไร

สิ่งที่ต้องตัดสินใจใหม่ในแต่ละงานคือเลือกความถี่และชนิดของ Tag ให้เหมาะกับระยะอ่านที่ต้องการ เพราะระยะอ่านที่ถูกต้องคือระยะที่อ่านติดเฉพาะของที่ต้องการอ่าน ไม่ใช่ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานนี้

งานนี้เป็นงานที่จำนวนจุดติดตั้งมากกว่าปกติหลายเท่า สิ่งที่ตัดสินความสำเร็จจึงไม่ใช่ความสามารถของเครื่องอ่านตัวเดียว แต่เป็นต้นทุนต่อจุดและความทนทานเมื่อคูณด้วยหลักพัน อุปกรณ์ที่ดูดีในห้องทดสอบแต่ต้องดูแลบ่อย จะกลายเป็นภาระทันทีเมื่อมันมีอยู่พันตัวในโรงงาน

บทเรียนอีกข้อคือการแยก RFID Polling System ออกจากตัวระบบหลักตั้งแต่ต้น ทำให้เรื่องฮาร์ดแวร์กับเรื่องตรรกะการผลิตไม่พันกัน เวลาเปลี่ยนรุ่นอุปกรณ์หรือเพิ่มจุดอ่าน จึงกระทบแค่ส่วนเดียว ไม่ลามไปทั้งระบบ

ดูรายละเอียดระบบติดตามสายการผลิต ระบบ RFID คลังสินค้า RFID ตรวจนับเสื้อชูชีพบนเครื่องบิน รับพัฒนาระบบ RFID

อยากรู้ว่างานค้างอยู่ตรงไหนของไลน์หรือเปล่า?

เล่าขั้นตอนปัจจุบันให้เราฟัง เราช่วยประเมินว่า RFID คุ้มกับงานนั้นไหม ปรึกษาฟรี

ติดต่อเรา