ผังที่นั่งทั้งลำอยู่บนหน้าจอเดียว แต่ละตำแหน่งที่ต้องมีเสื้อชูชีพถูกวางไว้ตรงกับที่นั่งจริง ด้านล่างคือฟอร์มผูก RFID Tag เข้ากับตำแหน่งนั้น พร้อมวันผลิตและวันหมดอายุ ซึ่งระบบคิดให้อัตโนมัติจากอายุใช้งาน 5 ปีนับจากวันผลิต
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความยาก แต่อยู่ที่จำนวนและเวลา
สามข้อนี้คือขอบเขตงานที่ตกลงกันตั้งแต่ต้น
ผูก RFID Tag หนึ่งตัวเข้ากับหนึ่งตำแหน่งบนเครื่อง เช่น ใต้ที่นั่ง 10A เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าตัวที่หายไปคือตัวไหน
เดินอ่านด้วยเครื่องมือถือ RFID ในห้องโดยสาร แล้วให้ระบบเทียบกับรายการที่ควรมีของเครื่องลำนั้น
บอกได้ทันทีว่าครบกี่ตัว ขาดกี่ตัว หมดอายุกี่ตัว และพิมพ์เป็นเอกสารส่งต่อได้เลย ไม่ต้องรอรวบรวมทีหลัง
แบ่งเป็นสองส่วน เครื่องมือถือไว้เดินอ่านบนเครื่องบิน และโปรแกรมบน PC ไว้ออกรายงาน
ซ้ายคือเมนูหลักบนเครื่องมือถือ ขวาคือหน้าตรวจนับที่เจ้าหน้าที่เปิดค้างไว้ขณะเดินอ่านในห้องโดยสาร ตัวเลขทั้งสามแถว ครบ ขาด และหมดอายุ แยกตามชนิดของเสื้อชูชีพให้เห็นพร้อมกัน
ข้อมูลจากเครื่องมือถือถูกส่งเข้า PC แล้วออกมาเป็นรายงานที่พิมพ์ส่งต่อได้ทันที
หน้านี้คือจุดที่ทำให้คำว่า "ขาดไปหนึ่งตัว" มีความหมาย เพราะเห็นเป็นรายตัวว่า Tag เบอร์ไหนอยู่ตำแหน่งไหน เป็นชนิดเดี่ยวหรือคู่ และหมดอายุวันที่เท่าไร เจ้าหน้าที่จึงเดินตรงไปที่ตำแหน่งนั้นได้เลย ไม่ต้องไล่หาทั้งลำ
วันหมดอายุถูกใส่ไว้ตั้งแต่ตอนผูก Tag ระบบจึงเตือนตัวที่ใกล้หมดอายุได้ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาตอนตรวจจริง
เมื่อโหลดผลการตรวจเข้า PC โปรแกรมจะสรุปออกมาเป็นตัวเลขชุดเดียว แยกตามชนิดของเสื้อชูชีพ แล้วรวมท้ายเป็นสามบรรทัดที่หัวหน้างานดูจริง คือครบกี่ตัว มีปัญหากี่ตัว และหมดอายุกี่ตัว พร้อมปุ่มสั่งพิมพ์
ตัวอย่างจากการตรวจจริงหนึ่งลำ อ่านเจอครบ 160 ตัว มีปัญหา 3 ตัว และหมดอายุ 1 ตัว ตัวเลขสามบรรทัดนี้คือสิ่งที่เดิมต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะได้มา
ตัวเลขที่เปลี่ยนไปหลังเปลี่ยนวิธีตรวจ
ระบบนี้ไม่ได้ผูกกับเสื้อชูชีพหรือกับเครื่องบิน สิ่งที่มันทำจริงๆ คือนับของจำนวนมากตามรอบ พร้อมดูวันหมดอายุไปด้วยในการเดินอ่านครั้งเดียว งานไหนมีรูปแบบนี้ก็ย้ายมาใช้ชุดเดียวกันได้ เปลี่ยนแค่รายการของและเงื่อนไขการนับ
สิ่งที่ต้องปรับเวลาย้ายไปงานอื่นมีสองเรื่องหลัก คือชนิดของ Tag ที่ต้องเลือกให้เหมาะกับวัสดุและสภาพแวดล้อมที่ติด และเงื่อนไขการนับ ว่าอะไรถือว่าครบ อะไรถือว่าขาด ส่วนโครงสร้างข้อมูลกับหน้าจอตรวจนับใช้ของเดิมได้เกือบทั้งหมด
งานนี้ติดตั้งใช้งานมานานมากแล้ว ตัวเครื่องมือถือที่ใช้ยังเป็น Windows Mobile ซึ่งวันนี้ไม่มีใครเขียนของใหม่ลงบนนั้นอีกแล้ว แต่ระบบยังเดินของมันได้เพราะตอนออกแบบเรายึดจากขั้นตอนการทำงานจริงของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ยึดจากเทคโนโลยีที่กำลังฮิตตอนนั้น
บทเรียนที่เอามาใช้กับงานอื่นต่อคือ งานที่ RFID ให้ผลชัดที่สุดคืองานนับของซ้ำๆ ที่มีกฎบังคับให้ต้องนับ เพราะเป็นงานที่ต้องทำทุกวันไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ และเป็นงานที่เวลาที่ประหยัดได้วัดเป็นตัวเลขได้ทันที ไม่ต้องเถียงกันว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
ถ้าวันนี้ทำใหม่ ส่วนที่เปลี่ยนคือตัวเครื่องและช่องทางส่งข้อมูล จากเครื่องมือถือรุ่นเก่ากับสาย USB ไปเป็น Android พร้อมส่งข้อมูลขึ้นเซิร์ฟเวอร์โดยตรง แต่ตรรกะการตรวจนับและโครงสร้างข้อมูลยังเป็นชุดเดิม
เล่าขั้นตอนปัจจุบันให้เราฟัง เราช่วยประเมินว่า RFID คุ้มกับงานนั้นไหม ปรึกษาฟรี