RFID และ SmartWMS ในโรงงานผลิตสินค้าจากยางพารา แปลงใบงานกระดาษให้กลายเป็น RFID Tag

ส่วนที่ยากที่สุดของงานนี้ไม่ใช่การติด Tag หรือการวางเครื่องอ่าน แต่คือการทำให้ระบบเข้าใจแผ่นกระดาษที่เดินมาพร้อมกับวัตถุดิบ แล้วแปลงมันเป็นข้อมูลที่เขียนลง Tag ได้

หน้าจอโปรแกรมออกแท็กสินค้า แสดงเลขบาร์โค้ดใบงาน WP ที่ยิงเข้ามา พร้อมตารางแปรรูปชิ้นที่ศูนย์ถึงหก ระบุค่าความกว้าง ความยาว ความหนา และช่องสำหรับเขียน RFID Tag ของแต่ละชิ้น หน้าจอโปรแกรมจริงที่ใช้หน้างาน

หน้าจอเดียวนี้คือหัวใจของทั้งงาน ด้านบนคือเลขบาร์โค้ดใบงานที่ยิงเข้ามาจากกระดาษ ด้านล่างคือตารางที่แตกวัตถุดิบชิ้นนั้นออกเป็นชิ้นย่อยที่จะตัดได้ แต่ละคอลัมน์คือหนึ่งชิ้นที่จะได้ Tag ของตัวเอง แถบชื่อหน้าต่างเขียนว่า Production Tracking System by Smartsoft Technology เพราะโปรแกรมนี้เราเขียนเอง

โจทย์ที่ไม่ได้อยู่ในตำรา RFID

ของเดินมาพร้อมกระดาษ และกระดาษไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เครื่องอ่าน

  • วัตถุดิบที่ออกจากฝ่ายผลิตจะมีใบงานกระดาษติดมาด้วยหนึ่งใบ บนใบมีบาร์โค้ดตัวใหญ่และตัวเลขอีกหลายชุดที่พิมพ์กำกับไว้
  • ข้อมูลบางส่วนอยู่ในบาร์โค้ด บางส่วนอยู่ในตัวเลขข้างๆ และบางส่วนอยู่ในหัวของพนักงาน ที่ทำงานนั้นมานานจนรู้ว่าต้องตัดอย่างไร
  • วัตถุดิบหนึ่งชิ้นถูกตัดซอยออกเป็นหลายชิ้น แต่ละชิ้นมีความหนาไม่เท่ากัน และแต่ละชิ้นต้องกลายเป็นสินค้าที่ขายแยกกันได้
  • ถ้าระบบอ่านกระดาษไม่เข้าใจ ทุกอย่างหลังจากนั้นก็ผิดหมด เพราะ Tag ที่เขียนไปแล้วจะพาข้อมูลผิดไปทั้งคลัง

วิธีที่เราแยกปัญหา

แบ่งข้อมูลบนกระดาษออกเป็นสามกอง แล้วจัดการคนละแบบ

  • กองที่หนึ่ง อ่านจากบาร์โค้ดได้เลย เช่นรหัสใบงาน รุ่นสินค้า และไซส์ ยิงบาร์โค้ดครั้งเดียวข้อมูลชุดนี้ขึ้นมาครบ ไม่ต้องให้ใครพิมพ์
  • กองที่สอง ต้องให้คนกรอก เช่นความหนาของแต่ละชิ้นที่จะตัด เพราะเป็นการตัดสินใจหน้าเครื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นตอนพิมพ์กระดาษ
  • กองที่สาม ระบบล็อกให้เอง เช่นความกว้างและความยาว ซึ่งถูกกำหนดมาจากไซส์ที่เลือกแล้ว แก้ไม่ได้ เพื่อกันการพิมพ์ผิดตั้งแต่ต้นทาง
  • ผลคือหน้าจอเดียวที่พนักงานยิงบาร์โค้ด กรอกเฉพาะที่ต้องกรอก แล้วกดเขียน Tag โดยไม่ต้องรู้เลยว่าข้อมูลส่วนไหนมาจากไหน

งานที่ยากไม่ใช่การเขียนข้อมูลลง Tag แต่คือการตกลงให้ได้ว่าข้อมูลอะไรควรมาจากใคร

จากบาร์โค้ดบนกระดาษ ถึง Tag ที่ติดกับชิ้นงาน

สี่จังหวะที่เกิดขึ้นที่โต๊ะเดียว ใช้เวลาต่อชิ้นไม่กี่วินาที

หน้าจอโปรแกรมออกแท็กหลังยิงบาร์โค้ดใบงานเข้ามา แสดงวันที่ เวลา ผู้ควบคุมงาน ไซส์ที่เลือก และตารางแปรรูปที่ยังว่างรอกรอกความหนา หน้าจอโปรแกรมจริง

1. ยิงบาร์โค้ดใบงานเข้าโปรแกรม

พนักงานยิงบาร์โค้ดตัวใหญ่บนใบงานที่ได้จากฝ่ายผลิต ระบบดึงรายละเอียดของวัตถุดิบชิ้นนั้นขึ้นมาทันที ทั้งรุ่น ไซส์ และค่าที่กำหนดไว้แล้ว

2. ระบุความหนาของแต่ละชิ้นที่จะตัด

ตารางด้านล่างคือชิ้นที่จะตัดออกมา ชิ้นที่ศูนย์คือชิ้นใหญ่ที่ได้จากบาร์โค้ดโดยตรง ชิ้นถัดไปคือชิ้นที่ซอยออก พนักงานกรอกได้เฉพาะความหนา ส่วนกว้างยาวถูกล็อกไว้ตามไซส์

3. วาง Tag ที่เครื่องอ่านแล้วกดเขียน

วาง Tag ทีละใบแล้วกดปุ่มเขียนข้อมูล ระบบเขียนข้อมูลของชิ้นนั้นลง Tag แล้วขึ้นข้อความยืนยันว่าบันทึกสำเร็จ ถ้าข้อมูลไม่ครบจะเขียนไม่ได้ตั้งแต่แรก

4. พิมพ์บาร์โค้ดติดชิ้นงาน

หลังเขียน Tag สำเร็จ ระบบพิมพ์บาร์โค้ดใบเล็กออกมาให้ติดกับชิ้นงานนั้น ของหนึ่งชิ้นจึงมีทั้ง Tag ที่อ่านด้วยคลื่นและบาร์โค้ดที่อ่านด้วยตาและด้วยเครื่องยิง

ตัวอย่างบาร์โค้ดใบเล็กที่ระบบพิมพ์ออกมาสำหรับติดกับชิ้นงาน แสดงรหัสสินค้าและค่าความหนา บาร์โค้ดที่พิมพ์จากระบบจริง
หน้าจอตรวจข้อมูลในแท็ก แสดงช่อง WP Barcode, FG Barcode, Item, Grade, Suite และ Tag ID ที่ผูกกันอยู่ในใบเดียว หน้าจอโปรแกรมจริง

หน้าจอขวาคือจุดที่พิสูจน์ว่าการแปลงข้อมูลสำเร็จ ในแท็กหนึ่งใบมีทั้ง WP Barcode ซึ่งคือเลขจากใบงานกระดาษต้นทาง และ FG Barcode ซึ่งคือเลขของสินค้าสำเร็จรูปที่ตัดออกมา อยู่ด้วยกัน สองค่านี้คู่กันทำให้สอบกลับได้ว่าสินค้าชิ้นนี้มาจากวัตถุดิบใบงานไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่กระดาษใบเดียวทำไม่ได้

สถานีที่ใช้ออกแท็ก และเหตุผลที่เราเขียนโปรแกรมเอง

เครื่องอ่านเขียน Tag วางอยู่บนโต๊ะข้างจอ ส่วนคอมพิวเตอร์ที่รันโปรแกรมนี้ ไม่ใช่เครื่องที่ซื้อใหม่สำหรับโครงการ

เครื่องอ่านเขียน RFID แบบตั้งโต๊ะ ตัวเครื่องสีเทาพร้อมสายสัญญาณ ติดสติกเกอร์ RFID by Smartsoft Technology และที่อยู่เว็บไซต์ RFIDtoday.net ภาพจากหน้างานจริง
สถานีออกแท็กที่หน้างาน มีจอแสดงโปรแกรม Process Production ที่กำลังบันทึกข้อมูล พร้อมคีย์บอร์ด เครื่องยิงบาร์โค้ด เครื่องอ่านเขียน Tag และป้ายบาร์โค้ดที่พิมพ์ออกมาวางอยู่บนโต๊ะ ภาพจากหน้างานจริง

ภาพขวาคือสถานีจริงทั้งชุด จอแสดงโปรแกรมที่กำลังบันทึกข้อมูล เครื่องยิงบาร์โค้ดสำหรับอ่านใบงาน เครื่องอ่านเขียน Tag ที่มุมซ้าย และป้ายบาร์โค้ดที่เพิ่งพิมพ์ออกมาวางอยู่บนโต๊ะ ทุกอย่างอยู่ในระยะเอื้อมจากที่นั่งเดียว

คอมพิวเตอร์เครื่องนี้เป็นเครื่องเดิมของลูกค้า ไม่ใช่เครื่องที่ซื้อใหม่สำหรับโครงการ ตอนสำรวจหน้างานเราเห็นว่าเครื่องที่มีอยู่ยังเหลืออายุใช้งานอีกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี จึงเลือกใช้ของเดิมแทนที่จะให้ลูกค้าตั้งงบจัดซื้อเพิ่ม

การจะทำแบบนั้นได้ ระบบต้องรันบนเครื่องเก่าและบนวินโดวส์รุ่นเก่าได้จริง ซึ่งเป็นเหตุผลที่เราเขียนโปรแกรมด้วยทีมของเราเอง และเลือกเครื่องมืออย่าง Qt ที่สร้างโปรแกรมให้ทำงานได้แม้เครื่องจะตกรุ่นไปแล้ว ถ้าเราหยิบของสำเร็จรูปมาวาง ข้อกำหนดขั้นต่ำของมันจะเป็นตัวบังคับให้ลูกค้าต้องซื้อเครื่องใหม่ทั้งชุดตั้งแต่วันแรก

ลูกค้าหมุนตามเทคโนโลยีทุกเรื่องไม่ไหว ระบบที่ดีจึงต้องยอมวิ่งบนของที่เขามีอยู่

หน้าตาของสินค้าที่ติด Tag แล้ว

ภาพจากหน้างานจริง ทั้งกองที่รอจัดเก็บและกองที่เก็บอยู่ในคลังแล้ว

กองสินค้ายางพาราหุ้มพลาสติกวางซ้อนกันบนพาเลท แต่ละชิ้นติดป้ายบอกขนาด ป้ายคำว่า RFID ป้ายแท็กสีแดงที่มีโลโก้ Smartsoft พร้อมหมายเลขแท็ก และป้ายบาร์โค้ดบอกไซส์ ภาพจากหน้างานจริง ปิดบังชื่อบริษัทปลายทางแล้ว
สินค้ายางพาราที่ติด Tag แล้ววางเรียงซ้อนกันหลายชั้นในคลัง แต่ละชิ้นเห็นป้ายบอกขนาด ป้าย RFID และป้ายบาร์โค้ดหันออกด้านหน้าให้อ่านได้ ภาพจากหน้างานจริง ปิดบังชื่อบริษัทปลายทางแล้ว

สังเกตว่าของแต่ละชิ้นมีป้ายอยู่หลายใบ ทั้งป้ายบอกขนาดและความแน่น ป้ายคำว่า RFID ที่บอกคนหน้างานว่าชิ้นนี้ผ่านการติดแท็กแล้ว ป้ายแท็กสีแดงที่มีโลโก้ Smartsoft พร้อมหมายเลขแท็กพิมพ์ไว้ให้อ่านด้วยตาได้ และป้ายบาร์โค้ดของไซส์อีกใบ

การพิมพ์หมายเลขแท็กไว้บนป้ายด้วยดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่มันคือทางออกสำรองเวลาเครื่องอ่านมีปัญหา พนักงานยังอ่านเลขด้วยตาแล้วคีย์เข้าระบบได้ ระบบที่ดีต้องยังเดินต่อได้ในวันที่อุปกรณ์ไม่พร้อม ไม่ใช่หยุดทั้งคลังเพราะเครื่องอ่านตัวเดียวเสีย

อีกจุดที่ตั้งใจคือป้ายทุกใบถูกติดให้หันออกด้านหน้าในทิศทางเดียวกัน เวลาของวางซ้อนกันหลายชั้นจึงยังเดินอ่านได้จากทางเดินโดยไม่ต้องรื้อกอง

หน้าจอสถานีรวมแท็กที่หน้างาน แสดงหมายเลขแท็ก Bundle ตัวใหญ่ พร้อมตารางรายการแท็กสินค้าที่อ่านเข้ามาแล้ว และปุ่มอ่านแท็กกับปุ่มยืนยัน ภาพจากหน้างานจริง ปิดบัง IP ภายในแล้ว

รวมชิ้นย่อยเข้าเป็นมัดเดียว

เพราะสิ่งที่เคลื่อนย้ายและจัดเก็บจริงคือมัด ไม่ใช่ชิ้น

  • เมื่อชิ้นงานแต่ละชิ้นมี Tag ของตัวเองแล้ว ต้องผูกเข้ากับ Tag ที่เป็นตัวแทนของทั้งมัด ก่อนนำเข้าคลัง
  • พนักงานอ่าน Tag ชิ้นงานทีละใบเข้ามาในรายการ แล้วยืนยัน ระบบจึงรู้ว่ามัดนี้ประกอบด้วยชิ้นไหนบ้าง
  • หลังจากนั้นทุกขั้นตอนในคลังอ่าน Tag ของมัดใบเดียวก็พอ ไม่ต้องไล่อ่านทีละชิ้นอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้งานคลังเร็วขึ้นจริง
  • แต่ข้อมูลรายชิ้นยังอยู่ครบ เวลาต้องการสอบกลับหรือแยกขายทีหลัง ก็ยังกางออกมาดูได้ว่ามัดนี้มีชิ้นอะไรบ้าง

ประตู RFID ที่ต้องอยู่ร่วมกับลิฟท์ขนสินค้า

หน้างานใช้ลิฟท์ขนของเป็นทางเข้าออกหลักอยู่แล้ว เราจึงต้องหาทางติดตั้งให้ใช้ร่วมกันได้

ปากลิฟท์ขนสินค้าที่ปิดด้วยประตูเหล็กยืด มีเสาอากาศ RFID สีขาวยึดอยู่กับผนังทั้งสองข้างของช่องประตู พร้อมตู้ควบคุมด้านบนและจอแสดงผลที่มุมขวาบน ภาพจากหน้างานจริง ปิดบังโลโก้บนบอร์ดประกาศแล้ว
จอแสดงผลที่ติดเหนือปากลิฟท์ แสดงข้อความกำลังอ่าน Bundle Tag พร้อมตารางรายการที่อ่านได้ ระบุวันเวลา หมายเลขแท็ก รหัสสินค้า ขนาด และจำนวน และไฟสถานะเครื่องอ่านทางขวา ภาพจากหน้างานจริง
  • เราไม่ได้สร้างประตูตรวจสอบขึ้นมาใหม่ แต่ยึดเสาอากาศเข้ากับผนังสองข้างของปากลิฟท์ที่มีอยู่แล้ว ของที่ขึ้นลงลิฟท์จึงถูกอ่านไปในตัว โดยไม่ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินของงาน
  • จอแสดงผลติดไว้เหนือปากลิฟท์ในระดับสายตาของคนที่กำลังเข็นของ เห็นทันทีว่าอ่านครบหรือยังโดยไม่ต้องเดินไปดูที่เครื่องคอมพิวเตอร์
  • บนจอมีไฟสถานะของเครื่องอ่านทั้งสองตัวและตัวควบคุม ถ้าตัวใดตัวหนึ่งหลุด คนหน้างานรู้ทันทีจากไฟที่เปลี่ยนสี ไม่ใช่รู้ตอนที่ข้อมูลหายไปแล้วทั้งกะ
  • ตารางบนจอไล่รายการที่อ่านได้ตามเวลา พร้อมหมายเลขแท็ก รหัสสินค้า ขนาด และจำนวน เป็นบันทึกที่เกิดขึ้นเองทุกครั้งที่ของผ่านลิฟท์

โจทย์แบบนี้เราเจอประจำ คือหน้างานมีวิธีทำงานของตัวเองที่ลงตัวอยู่แล้ว และการออกแบบระบบที่ดีคือการแทรกจุดเก็บข้อมูลเข้าไปในเส้นทางเดิม ไม่ใช่การลากเส้นทางใหม่ให้คนเดินตาม

บางครั้งการไปปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานของหน้างานมากเกินไป ก็ไม่เป็นผลดีกับตัวระบบเอง

ของที่ถูกเบิกกลับมาเปลี่ยนขนาด

เรื่องที่หน้างานทำเป็นปกติ แต่ระบบคลังทั่วไปมักไม่รองรับ

  • สินค้าที่อยู่ในคลังแล้วถูกเบิกกลับมาสไลด์ใหม่ให้บางลง หรือรวมหลายชิ้นเข้าด้วยกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของวัสดุแบบนี้
  • ทุกครั้งที่ขนาดเปลี่ยน ต้องออก Tag ใหม่เหมือนสินค้าใหม่ เพราะในทางบัญชีคลังมันไม่ใช่ของชิ้นเดิมแล้ว
  • ระบบมีเมนูแยกสำหรับแต่ละเส้นทาง ทั้งการตัด การสไลด์ซ้ำ การสไลด์ของที่เบิกกลับมา และการรวมชิ้น เพราะแต่ละเส้นทางมีที่มาต่างกัน และที่มานั่นแหละคือสิ่งที่ต้องเก็บ
  • ผลคือยังสอบกลับจากสินค้าชิ้นสุดท้ายไปถึงใบงานตั้งต้นได้ แม้ของชิ้นนั้นจะผ่านการแปรรูปมาหลายรอบแล้ว

เมื่อของเข้าคลังแล้ว SmartWMS รับช่วงต่อ

ข้อมูลที่อุตส่าห์แปลงมาจากกระดาษ จะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกใช้ต่อทุกขั้นตอน

หน้าเว็บแผนผังคลังสินค้าแบบกราฟิก แสดงชั้นวางหลายแถวโดยใช้สีเขียวและสีแดงแยกช่องที่ว่างกับช่องที่มีของ พร้อมตัวเลขสรุปจำนวนรวม หน้าจอระบบจริง

แผนผังคลังแบบกราฟิก หัวหน้าคลังอ่านผังเร็วกว่าอ่านตาราง และเห็นช่องที่ยังว่างได้ในสายตาเดียว ตัวเลขด้านล่างคือยอดรวมที่อัปเดตตามการเคลื่อนไหวจริง

หน้าเว็บงานตรวจนับสต๊อก แสดงช่องกำหนดขอบเขตการนับตาม Location และตารางรายการที่ต้องนับพร้อมสถานะของแต่ละรายการ หน้าจอระบบจริง
หน้าจอเครื่องมือถือสำหรับงานเบิกสินค้า แสดงรหัสสินค้า รายละเอียดขนาด และจำนวนที่เบิกเทียบกับจำนวนที่ต้องเบิก หน้าจอระบบจริง

ซ้ายคืองานตรวจนับที่กำหนดขอบเขตได้ทั้งตาม Location และตามรายการสินค้า ขวาคือหน้าจอบนเครื่องมือถือตอนเบิกของ ซึ่งแสดงขนาดของสินค้าให้ครบเพราะในธุรกิจนี้ของรหัสเดียวกันแต่คนละความหนาคือคนละสินค้า

ปิดท้ายที่เอกสารขนส่ง

ข้อมูลที่เริ่มจากกระดาษใบหนึ่ง จบลงที่กระดาษอีกใบหนึ่งที่ระบบพิมพ์ให้เอง

  • เมื่อเบิกของขึ้นรถครบตามรายการ ระบบออกใบสั่งงานหรือใบผ่านเป็นไฟล์ PDF ให้พิมพ์ โดยดึงรายการจากของที่อ่าน Tag จริง ไม่ใช่จากที่คนพิมพ์
  • ในใบมีทั้งขนาด ความหนา เกรด และจำนวนของแต่ละรายการ ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่เขียนไว้ใน Tag ตั้งแต่ต้นทาง
  • ถ้ามีรายการที่ตัดจ่ายผิด ระบบรองรับการคืนรายการที่ตัดจ่ายไปแล้ว โดยไม่ต้องไปแก้ที่ฐานข้อมูล
  • ตรวจย้อนได้ทุกเที่ยวว่าเที่ยวนั้นบรรทุกสินค้าชิ้นไหนออกไปบ้าง ระดับหมายเลข Tag ไม่ใช่แค่ระดับจำนวน
ตัวอย่างใบสั่งงานหรือใบผ่านที่ระบบพิมพ์ออกมาเป็นไฟล์ PDF แสดงเลขที่เอกสาร วันที่ เวลาออกใบ รายการสินค้าพร้อมความกว้าง ความยาว ความหนา เกรด และจำนวน เอกสารจากระบบจริง ปิดบังชื่อบริษัท ชื่อลูกค้า และทะเบียนรถแล้ว

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานนี้

สามข้อที่เอาไปใช้กับงานแปรรูปวัสดุอื่นต่อได้

  • เริ่มจากกระดาษที่หน้างานใช้อยู่จริง ไม่ใช่จากหน้าจอที่เราอยากทำ ถ้าไม่เข้าใจว่าใบงานใบนั้นบอกอะไรและพนักงานอ่านมันอย่างไร ระบบที่ทำออกมาจะสวยแต่ใช้ไม่ได้
  • ล็อกช่องที่ไม่ควรให้แก้ สำคัญพอๆ กับการเปิดช่องให้กรอก ความกว้างยาวที่ล็อกไว้ตามไซส์ ตัดปัญหาการพิมพ์ผิดออกไปทั้งหมวด โดยไม่ต้องมีขั้นตอนตรวจทานเพิ่ม
  • ของที่แปรรูปได้ ต้องออกแบบให้ของ เปลี่ยนตัวตน ได้ตั้งแต่วันแรก ถ้าระบบคิดว่าสินค้าหนึ่งชิ้นคือหนึ่งชิ้นตลอดไป วันที่หน้างานเอาของกลับมาสไลด์ใหม่คือวันที่ข้อมูลเริ่มเพี้ยน

งานแบบไหนใช้โครงสร้างเดียวกันนี้ได้อีก

หัวใจคือของที่ถูกตัดแบ่งได้ และเอกสารกระดาษที่ยังเลิกใช้ไม่ได้

  • อุตสาหกรรมที่รับวัตถุดิบเป็นก้อนใหญ่แล้วตัดซอยเป็นหลายขนาด เช่นฟองน้ำ โฟม ไม้แผ่น กระจก เหล็กแผ่น หรือผ้าม้วน
  • โรงงานที่ยังมีใบงานกระดาษเดินไปกับของ และยังยกเลิกไม่ได้ในระยะสั้น ระบบจึงต้องอ่านกระดาษให้เข้าใจแทนที่จะสั่งให้เลิกใช้
  • ธุรกิจที่สินค้ารหัสเดียวกันแต่คนละขนาดถือเป็นคนละตัว ซึ่งทำให้จำนวน SKU จริงมากกว่าที่ระบบบัญชีมองเห็นหลายเท่า
  • งานที่ต้องสอบกลับจากสินค้าสำเร็จรูปไปถึงวัตถุดิบล็อตต้นทาง ไม่ว่าจะเพราะข้อกำหนดของลูกค้าหรือเพราะต้องตามหาสาเหตุเวลาของมีปัญหา
ดูรายละเอียดระบบ RFID คลังสินค้า SmartWMS ระบบติดตามสายการผลิต Case Study คลังม้วนกระดาษ Case Study คุมวัตถุดิบโรงงานเซรามิก รับพัฒนาระบบ RFID

ที่หน้างานของคุณยังมีใบงานกระดาษเดินไปกับของอยู่หรือเปล่า?

ส่งตัวอย่างใบงานมาให้เราดูได้ เราช่วยประเมินว่าข้อมูลส่วนไหนอ่านเข้าระบบอัตโนมัติได้ ส่วนไหนต้องให้คนกรอก ปรึกษาฟรี

ติดต่อเรา